>> หน้าหลัก     >>กระดานข่าว    >> ตั้งคำถาม       >>เข้าสู่เว็บบอร์ด      >>สำหรับผู้ดูแลระบบ

ระบบปฏิบัติการ

หน้าหลัก
ระบบปฏิบัติการWindows
windows 95
การติดตั้ง Windows xp
ระบบปฏิบัติการ DOS
ระบบปฏิบัติการ Windows Xp







 

 

 

โปรแกรมระบบปฏิบัติการ
ความหมายของระบบปฏิบัติการ
     ระบบปฏิบัติการ (Operating System: OS)  คือ ซอฟต์แวร์หรือโปรแกรมที่ควบคุมการประมวลผลของโปรแกรมประยุกต์ต่างๆ และบริหารการใช้ทรัพยากรของระบบ รวมทั้งออกแบบระบบปฏิบัติการมาเพื่อใช้ในการจัดการและติดต่อกับฮาร์ดแวร์โดยเฉพาะโดยเฉพาะ เครื่องคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องจะต้องติดตั้งระบบปฏิบัติการไม่มีไม่ได้ 
ความเป็นมาของระบบปฏิบัติการ
     ระบบปฏิบัติการเป็นโปรแกรมระบบที่มีพัฒนาการหลังจากการเริ่มต้นฮาร์ดแวร์ระยะหนึ่งและได้พัฒนาคู่กันกับความซับซ้อนของฮาร์ดแวร์คอมพิวเตอร์จนทำให้คอมพิวเตอร์เล็กๆ เช่นเครื่องพีซีมีความสามารถสูงขึ้นมีฟังก์ชั่นการทำงานได้ดีเทียบเท่ากับคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ความเป็นมาของระบบปฏิบัติการจะกล่าวถึงดังนี้
ยุคเริ่มของระบบปฏิบัติการ
1.ในยุคต้นของคอมพิวเตอร์ตั้งแต่ยุคที่
1
     คอมพิวเตอร์ถูกนำมาใช้กับงานในวงจำกัดโปรแกรมควบคุมการทำงานก็มีเพียงโปรแกรมเดียวเป็นระบบที่สร้างขึ้นมาใช้เฉพาะงาน ในยุคแรกนั้นจึงยังไม่มีความจำเป็นสำหรับการมีโปรแกรมตัวกลางที่จะติดต่อกับผู้ใช้และโปรแกรมใช้งาน และหน่วยความจำในยุคแรกนั้นก็มีขนาดจำกัด เพียงสามารถใส่โปรแกรมใช้งานและข้อมูลที่จะประมวลผลได้เท่านั้น คอมพิวเตอร์ในยุคแรกจึงยังจำเป็นต้องมีผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิคทำหน้าที่เป็นทั้งผู้ดูแลผู้ใช้งานและผู้เขียนโปรแกรม
     ต่อมาเมื่อธุรกิจเริ่มเห็นคุณประโยชน์ของคอมพิวเตอร์ก็เริ่มมีคอมพิวเตอร์ที่ถูกใช้งานเอนกประสงค์มากขึ้น เช่นในงานประมวลผลธุรกิจ การประมวลผลสำรวจสำมะโนประชากร การสร้างโปรแกรมถูกเปลี่ยนแปลงจากการใช้รหัสควบคุมในภาษาเครื่องมาเป็นการเขียนโปรแกรมด้วยภาษาโปรแกรมที่ผู้คนอ่านได้เป็นภาษาอังกฤษ (เนื่องจากผู้พัฒนาคอมพิวเตอร์อยู่ในประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษ) เรียกว่าภาษาชั้นสูงดังเช่นฟอร์แทรน โคบอล ผู้ผลิตคอมพิวเตอร์จึงต้องอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้สร้างโปรแกรม โดยมีโปรแกรมสำหรับช่วยเป็นตัวกลางระหว่างโปรแกรมที่เขียนโดยผู้สร้างโปรแกรมด้วยภาษาชั้นสูงกับเครื่องคอมพิวเตอร์ซึ่งทำงานด้วยรหัสคำสั่งภาษาเครื่องที่เป็นเลขฐานสอง โปรแกรมที่ทำหน้าที่นั้นก็คือคอมไพเลอร์ทำหน้าที่แปลภาษาชั้นสูงเป็นภาษาเครื่องและโหลดเดอร์ทำหน้าที่นำโปรแกรมที่แปลแล้วลงไปไว้ในหน่วยความจำและให้หน่วยประมวลผลเริ่มทำงานตามโปรแกรม โดยมีกลุ่มของคำสั่งที่ใช้ในการติดต่อกับอุปกรณ์ต่างๆ เป็นภาษาเครื่องจัดเก็บไว้ในกลุ่มโปรแกรมที่เราเรียกว่าไลบรารี่ โปรแกรมตัวกลางที่กล่าวมานี้เรียกว่าโปรแกรมมอนิเตอร์ ซึ่งนับเป็นจุดเริ่มต้นของระบบปฏิบัติการ ซึ่งในระยะต้นนั้นยังไม่มีความจำเป็นที่จะต้องใช้โปรแกรมที่มีความซับซ้อนมากเนื่องจากความสามารถของคอมพิวเตอร์ยังคงไม่สูงนัก

2.เพิ่มประสิทธิภาพหน่วยประมวลผล
     ต่อมาเมื่อสามารถสร้างคอมพิวเตอร์ให้มีหน่วยประมวลผลที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น มีหน่วยความจำมากขึ้น และความต้องการนำไปใช้ประโยชน์ในงานด้านต่างๆ ของหน่วยงานเพิ่มสูงขึ้น ทำให้เกิดความต้องการให้ระบบคอมพิวเตอร์เครื่องเดียวสามารถทำงานได้หลายงานพร้อมกัน มีผู้ใช้ที่สามารถใช้คอมพิวเตอร์หลายคนทำงานได้พร้อมกัน จึงเกิดระบบที่เรียกว่าไทม์แชริ่ง (time sharing) ขึ้นซึ่งระบบแบบนี้จะมีการแบ่งเวลาในการทำงานของหน่วยประมวลผลออกเป็นช่วงเวลาย่อยๆ และผลัดกันนำโปรแกรมของผู้ใช้แต่ละคนเข้าไปประมวลซึ่งการผลัดกันทำงานเกิดขึ้นด้วยความเร็วจนสามารถสร้างการตอบสนองต่อผู้ใช้ได้อย่างต่อเนื่องเสมือนกับผู้ใช้แต่ละคนได้ใช้หน่วยประมวลผลอยู่ตลอดเวลา
     เมื่อเกิดระบบที่มีผู้ใช้สามารถประมวลผลพร้อมกันได้หลายคนสิ่งที่ตามต่อมาก็คือหน่วยความจำที่ใช้ในระหว่างการประมวลผล จะต้องมีเพียงพอที่จะบรรจุโปรแกรมและข้อมูลของผู้ใช้ทุกๆ คนที่กำลังประมวลผลอยู่ได้ แต่ในช่วงเวลานั้นอุปกรณ์ของระบบคอมพิวเตอร์มีราคาแพงอยู่ การติดตั้งหน่วยความจำที่มีความจุสูงๆ จึงทำให้ค่าใช้จ่ายในการลงทุนสูงขึ้นมาก จึงได้มีผู้ค้นคิดวิธีที่จะเพิ่มความจุของหน่วยความจำโดยไม่ต้องมีอุปกรณ์หน่วยความจำจริงๆ ทั้งหมด เกิดขึ้นเป็นระบบหน่วยความจำเสมือนซึ่งใช้หน่วยบันทึกข้อมูลช่วยในการทำงาน
     หน้าที่ในการสร้างระบบไทม์แชริ่งก็ดี ระบบหน่วยความจำเสมือนก็ดี จะต้องอาศัยทั้งกลไกภายในฮาร์ดแวร์ประกอบกับโปรแกรมที่ใช้ควบคุม เช่นโปรแกรมการสลับงานที่จะเข้าใช้หน่วยประมวลผล โปรแกรมช่วยจัดการด้านหน่วยความจำเสมือน ดังนั้นจึงเกิดมีโปรแกรมของระบบที่ทำหน้าที่ในการจัดการทรัพยากรภายในคอมพิวเตอร์ซึ่งโปรแกรมนี้ต้องอยู่ในคอมพิวเตอร์ตลอดเวลาเพื่อช่วยประกอบในการทำงานของระบบซึ่งก็คือระบบปฏิบัติการนั่นเอง
     ระบบปฏิบัติการที่เกิดขึ้นเดิมเป็นระบบปฏิบัติการที่สร้างโดยผู้สร้างฮาร์ดแวร์ด้วยโดยสร้างขึ้นมาคู่กันทั้งตัวเครื่องและระบบปฏิบัติการ การเพิ่มเติมความสามารถใดๆ ของโปรแกรมระบบปฏิบัติการจะต้องทำโดยผู้สร้างระบบปฏิบัติการนั้นซึ่งมักจะไม่เปิดเผยโดยทั่วไปให้ผู้อื่นได้รับทราบหรือสามารถสร้างโปรแกรมเสริมได้ ดังนั้นหากมีผู้สร้างอุปกรณ์ประกอบที่ต้องใช้ความสามารถของโปรแกรมควบคุมขึ้นมาใหม่จะต้องขอให้ผู้สร้างระบบคอมพิวเตอร์ได้สร้างโปรแกรมควบคุมเพิ่มเติมเข้าในระบบปฏิบัติการและอุปกรณ์เสริมต่างๆ ในยุคนั้นก็ยังไม่มีมากมายหลากหลายเช่นในปัจจุบัน ระบบปฏิบัติการในยุคต้นจึงเป็นระบบปิดที่จะต้องพึ่งพาผู้สร้างระบบปฏิบัติการในการเพิ่มเติมความสามารถต่างๆ
3.สถาปัตยกรรมระบบเปิด
     มาถึงในยุคปัจจุบันที่ใช้ไมโครคอมพิวเตอร์กันอย่างแพร่หลาย ระบบต่างๆ เข้าสู่ยุคของสถาปัตยกรรมระบบเปิด (open architecture) ผู้สร้างคอมพิวเตอร์ ผู้สร้างระบบปฏิบัติการ ไม่จำเป็นต้องเป็นรายเดียวกัน ผู้สร้างโปรแกรมระบบหรืออุปกรณ์ประกอบ สามารถสร้างโปรแกรมระบบหรือโปรแกรมควบคุมอุปกรณ์เสริมจากระบบปฏิบัติการได้ เนื่องจากผู้ผลิตฮาร์ดแวร์จะเปิดเผยโครงสร้างวงจรภายในเครื่องคอมพิวเตอร์รวมทั้งจัดทำข้อแนะนำในการสร้างวงจรเชื่อมต่อ ดังนั้นจึงมีผู้ผลิตวงจรเชื่อมต่อที่ขยายความสามารถของคอมพิวเตอร์ขึ้นมากมาย และมีผู้ผลิตโปรแกรมระบบปฏิบัติการสามารถสร้างระบบปฏิบัติการใหม่ๆ ของตนเองให้กับคอมพิวเตอร์ให้สามารถเลือกใช้ได้หลายระบบ และผู้ผลิตระบบปฏิบัติการเองก็เผยแพร่วิธีการเขียนโปรแกรมเพื่อติดต่อกับระบบปฏิบัติการ วิธีการเขียนโปรแกรมเพื่อขยายความสามารถหรือเพิ่มโปรแกรมควบคุมสำหรับอุปกรณ์ประกอบรุ่นใหม่ ให้ผู้ผลิตอุปกรณ์ประกอบสามารถสร้างโปรแกรมควบคุมแจกไปพร้อมกับอุปกรณ์ประกอบนั้นและผู้ใช้คอมพิวเตอร์ก็สามารถติดตั้งโปรแกรมควบคุมเข้าสู่ระบบปฏิบัติการได้อย่างง่ายดาย
การใช้คอมพิวเตอร์ที่ขยายตัวขึ้นจากจำนวนคอมพิวเตอร์ที่มีในหลักพันถูกขยายมาเป็นหลักสิบล้าน จากที่ใช้ในงานกิจการขนาดใหญ่มาเป็นการใช้งานในงานทุกด้านทุกประเภท จากการที่ผู้ใช้จะต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญที่จำกัดอยู่ในวงแคบมาเป็นผู้ใช้ที่มีทุกระดับทุกประเภท จากผู้ใหญ่ถึงเด็ก จึงต้องการการใช้งานระบบคอมพิวเตอร์ที่ง่าย ลดความกลัวในการเรียนรู้ การสร้างโปรแกรมในการติดต่อกับผู้ใช้งานถูกเปลี่ยนแปลงไปจากโปรแกรมที่มีเพียงตัวหนังสือตัวเลข และต้องจดจำคำสั่งและการใช้แป้นพิมพ์มากมาย กลายเป็นระบบที่ติดต่อผู้ใช้ด้วยกราฟฟิกที่แสดงคำสั่งด้วยสัญลักษณ์ที่สื่อความหมายได้ชัดเจนโดยไม่ต้องจดจำมากนัก แสดงภาพประกอบในการใช้งานแทนการบอกออกมาเป็นข้อความ ใช้เมาส์เป็นอุปกรณ์ควบคุมการสั่งการที่ง่ายต่อการใช้งาน ลดการใช้แป้นพิมพ์ในการสั่งคำสั่ง
     ระบบติดต่อผู้ใช้ด้วยกราฟฟิกในยุคต้นต้องอาศัยโปรแกรมใช้งานสร้างการแสดงภาพติดต่อผู้ใช้เองซึ่งแต่ละโปรแกรมก็จะมีวิธีการในการแสดงภาพกราฟฟิกและคำสั่งการควบคุมโปรแกรมที่ต่างกันไปผู้ใช้โปรแกรมยังคงต้องศึกษาสไตล์การใช้โปรแกรมหลากหลายแบบ ระบบปฏิบัติการเองยังไม่ได้สนับสนุนการทำงานแบบกราฟฟิกโดยเฉพาะเนื่องจากคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องหรือโดยส่วนใหญ่ยังไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอที่จะใช้ด้านกราฟฟิกได้ แต่ก็มีการสร้างโปรแกรมระบบเสริมกับระบบปฏิบัติการเพื่อให้เป็นมาตรฐาน เช่น เอ็กซ์วินโดว์ (X-window) เป็นโปรแกรมที่เสริมจากระบบปฏิบัติการยูนิกซ์ หากผู้สร้างโปรแกรมสร้างโปรแกรมให้ทำงานบนเอ็กซ์วินโดว์ก็จะมีวิธีการใช้งานสำหรับผู้ใช้ตามที่กำหนดในมาตรฐานของเอ็กซ์วินโดว์ ดังนั้นหากผู้ใช้โปรแกรมได้เคยใช้โปรแกรมหนึ่งมาแล้ว การศึกษาโปรแกรมอื่นๆ ก็จำเป็นต้องศึกษาเพียงคำสั่งต่างๆ นั้นทำอะไรได้บ้าง แต่ไม่จำเป็นต้องเรียนรู้ว่าจะใช้คำสั่งได้อย่างไรเนื่องจากวิธีใช้จะเหมือนกับโปรแกรมที่ได้เคยใช้มาแล้ว
     สำหรับเครื่องพีซีซึ่งมีพีซีดอสเป็นระบบปฏิบัติการที่ใช้กันมากเป็นระบบปฏิบัติการที่ทำงานด้วยข้อความ ได้มีผู้สร้างโปรแกรมระบบติดต่อผู้ใช้ด้วยกราฟฟิกอยู่หลายราย แต่ที่ประสบความสำเร็จและมีผู้สร้างโปรแกรมใช้งานทำงานในระบบนั้นมากก็คือไมโครซอฟต์วินโดว์ เริ่มได้รับความนิยมจากผู้สร้างโปรแกรมและผู้ใช้งานเป็นโปรแกรมในรุ่น 3 เมื่อประมาณปีคศ.1990 บริษัทไมโครซอฟต์ซึ่งเป็นผู้ผลิตระบบปฏิบัติการพีซีดอสและได้เปลี่ยนมาเป็นเอ็มเอสดอสสร้างไมโครซอฟต์วินโดว์ที่ต้องทำงานประกอบกับเอ็มเอสดอส ทำให้ผู้ใช้คอมพิวเตอร์มีทางเลือกว่าจะใช้โปรแกรมในระบบข้อความแบบเดิม (ซึ่งในช่วงต้นนั้นมีโปรแกรมอยู่เป็นจำนวนมาก) โดยสามารถใช้คอมพิวเตอร์ที่มีคุณสมบัติของระบบที่ไม่สูงมากและราคาถูก หรือจะเพิ่มความสามารถให้คอมพิวเตอร์มีหน่วยความจำและฮาร์ดดิสก์ความจุสูงขึ้นเพื่อใช้โปรแกรมที่ใช้ขึ้นเพ่อใช้งานแบบกราฟฟิกได้
     ระบบปฏิบัติการที่ใช้กับคอมพิวเตอร์ในปัจจุบันจะเป็นระบบปฏิบัติการที่ทำงานแบบกราฟฟิกโดยเฉพาะ ซึ่งคุณสมบัติและราคาของคอมพิวเตอร์ในปัจจุบันได้เปลี่ยนแปลงไปสนับสนุนให้สามารถใช้งานระบบกราฟฟิกได้ดี ไม่ว่าจะเป็นระบบปฏิบัติการบนไมโครคอมพิวเตอร์เช่น วินโดว์รุ่น 95 หรือ 98 ระบบปฏิบัติการของแมกอินทอชซึ่งเป็นระบบปฏิบัติการแบบกราฟฟิกมาแต่ต้น ระบบปฏิบัติการของสถานีงานวิศวกรรมเช่น โซลาริสหรือเอไอเอ็กซ์ก็เป็นระบบที่ติดต่อกับผู้ใช้ด้วยกราฟฟิก
     ทุกๆ ระบบปฏิบัติการมีความสามารถจัดการทรัพยากรของคอมพิวเตอร์แบบเสมือน ให้เห็นเป็นระบบที่มีความสามารถสูงกว่าอุปกรณ์ที่มีอยู่จริง สามารถรองรับการเชื่อมต่อระบบเครือข่าย ใช้ได้หลายงานพร้อมกันและมีผู้ใช้เข้าใช้คอมพิวเตอร์ได้หลายคนรวมทั้งคอมพิวเตอร์ในระดับพีซีก็ยังมีผู้ใช้ที่อยู่ในเครือข่ายเข้ามาใช้ทรัพยากรร่วมของพีซีร่วมกันได้หลายคนพร้อมกันด้วย และการใช้งานคอมพิวเตอร์ที่ซับซ้อนมากขึ้นกว่าขีดความสามารถของหน่วยประมวลผลทำให้เกิดการประมวลผลแบบกระจายและการประมวลผลแบบขนานที่ทำให้สามารถกระจายงานแต่ละงานออกไปยังคอมพิวเตอร์หลายเครื่องแบ่งหน้าที่กันทำงานตามคุณสมบัติที่เหมาะสมของแต่ละเครื่อง หรือกระจายการประมวลผลไปยังหลายหน่วยประมวลผลให้ทำโปรแกรมหลายส่วนหลายคำสั่งของโปรแกรมเดียวกันได้พร้อมกัน
โปรแกรมปฏิบัติการ Windows XP
      การพัฒนาการของ Windows นับเป็นอีกก้าวหนึ่งของ Micrsoft ที่มีการพัฒนาระบบปฏิบัติการที่น่าใช้งานมากตัวหนึ่งWindows XP ได้ถือกำหนดใหม่ขึ้นมา โดยนำความสามารถของ Windows รุ่นก่อน ๆ เช่น 98, Me และ 2000 เข้าด้วยกัน โดยมีรหัสในการเริ่มการพัฒนาว่า "Whistler" จุดเด่นหลักของของ Windows XP นี้ นอกเหนือจากรูปลักษณ์หน้าตาที่สวยงามแล้ว ยังมีคุณสมบัติเด่น ๆ อีก เช่น การใช้งานร่วมกันหลาย ๆ คนในเครื่องเดียวกัน โดยสามารถกำหนดรหัสผ่าน และกำหนดสภาพแวดล้อมที่ต่างกันได้

การติดต่อกับผู้ใช้ของระบบปฏิบัติการ Windows 
     ระบบปฏิบัติการ Windows  เป็นระบบปฏิบัติการ ที่มีส่วนติดต่อแบบกราฟิก (Graphical Interface) ด้วยรูปไอคอน ปุ่มและองค์ประกอบต่างๆที่มีสีสันสวยงาม ซึ่งวินโดว์ 3.x อาจจะถือได้ว่าเป็นระบบ GUI ซึ่งมีลักษณะเหมือนกับที่เครื่องคอมพิวเตอร์ในตระกูลแมคอินทอชได้ใช้มาก่อน

การติดต่อกับผู้ใช้แบบอักษรหรือแบบคำสั่ง (Command Line)
ผู้ใช้จะติดต่อกับระบบปฏิบัติการโดยการพิมพ์คำสั่ง (command) เข้าไปจากคีย์บอร์ดซึ่งผู้ใช้จะเห็นบนจอภาพ คำสั่งต่างๆ ที่ใช้กันอยู่บ่อย ๆ ได้แก่ คำสั่ง
Dir หมายถึง แสดงรายการของชื่อไฟล์ที่อยู่ในไดเรกทอรี
คำสั่ง Print หมายถึง พิมพ์เนื้อหาของไฟล์
คำสั่ง Copy หมายถึง ทำสำเนาของไฟล์
การติดต่อกับผู้ใช้แบบกราฟิก (Graphic User Interface หรือ GUI)
หน้าที่ของระบบปฏิบัติการ
- จัดเตรียมส่วนติดต่อกับผู้ใช้ (User Interface)
- โหลดข้อมูลและโปรแกรมต่างๆเข้าสู่หน่วยความจำหลัก เพื่อให้พร้อมสำหรับผู้ใช้งาน
- ประสานงานระหว่างหน่วยประมวลผลกลาง หน่วยความจำประเภทต่างๆ เมาส์ พรินเตอร์ และฮาร์ดแวร์ตัวอื่นๆ
-จัดการเกี่ยวกับวิธีจัดเก็บและดึงข้อมูลจากดิสก์
ไดรฟ์ ไดเรกทอรีและไฟล์
- ดิสก์ไดรฟ์  คือ พื้นที่ที่เราเก็บข้อมูลหรือโปรแกรมต่างๆที่ใช้กับเครื่องคอมพิวเตอร์เหมือนตู้เก็บเอกสาร
- ไดเรกทอรี คือ พื้นที่ในดิสก์ที่แบ่งเป็นส่วนๆ ใช้เก็บกลุ่มไฟล์ซึ่งจะมีไฟล์อยู่เป็นชุด ๆ
- ไฟล์ คือ หน่วยย่อยที่สุดในการเก็บข้อมูลของวินโดว์
ชนิดของระบบปฏิบัติการ
     ระบบปฏิบัติการที่มีการพัฒนาขึ้นใช้งานในปัจจุบัน สามารถแบ่งออกได้เป็นสามชนิด ตามจำนวนของงาน (task) และจำนวนผู้ใช้งาน (user) ที่ระบบปฏิบัติการสนับสนุนให้ทำงานได้พร้อมกัน ได้แก่ระบบปฏิบัติการชนิด Single task/Single user, Multitask/Single user, และ Multitask/Multiuser ซึ่งจะได้กล่าวถึงในรายละเอียดเป็นลำดับไป
ระบบปฏิบัติการชนิด Single task/Single user
    ระบบปฏิบัติการในกลุ่มนี้ได้แก่ระบบปฏิบัติการ MS-DOS ซึ่งเป็นระบบปฏิบัติการที่ง่ายที่สุด กล่าวคือระบบถือว่ามีผู้ใช้เพียงคนเดียวและผู้ใช้นั้นสามารถทำงานได้เพียงครั้งละงานเดียวเท่านั้น ความหมายของการที่ระบบถือว่ามีผู้ใช้เพียงคนเดียวคือ ไม่ว่าในการทำงานจริงจะมีผู้ใช้เครื่องคอมพิวเตอร์กี่คน ระบบปฏิบัติการ
MS-DOS ไม่สามารถแยกความแตกต่างของผู้ใช้เหล่านี้ได้และถือว่าผู้ใช้เหล่านี้เป็นบุคคลเดียวกัน ตัวอย่างเช่นหากมีเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใช้ระบบปฏิบัติการ MS-DOS อยู่เครื่องหนึ่ง และมีผู้ใช้งานเครื่องคอมพิวเตอร์นั้นสองคน คือผู้ใช้ ก และผู้ใช้ ข  สมมุติว่าในการทำงานครั้งหนึ่งผู้ใช้ ก ได้ใช้งานเครื่องคอมพิวเตอร์ในการพิมพ์เอกสารที่ต้องการและจัดเก็บแฟ้มไว้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว จากนั้นผู้ใช้ ข เข้าใช้เครื่องในการทำงาน ผู้ใช้ ข สามารถลบแฟ้มที่ผู้ใช้ ก สร้างไว้ได้ ที่เป็นเช่นนี้เพราะ MS-DOS ถือว่าผู้ใช้ ก และผู้ใช้ ข เป็นบุคลเดียวกัน ดังนั้นจึงมีสิทธิในการสร้างและลบแฟ้มเท่าเทียมกัน หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งว่าระบบปฏิบัติการแบบนี้ไม่มีระบบรักษาความปลอดภัยระหว่างผู้ใช้นั่นเอง นอกจากนี้แล้วผู้ใช้สามารถทำงานได้เพียงครั้งละงานเดียว กล่าวคือเมื่อผู้ใช้เรียกใช้งานโปรแกรมใดแล้ว ผู้ใช้ต้องทำงานนั้นจนเสร็จสิ้นเสียก่อน จึงจะสามารถเรียกใช้งานโปรแกรมอื่นได้

ระบบปฏิบัติการชนิด Multitask/Single user
      ระบบปฏิบัติการในกลุ่มนี้ที่ผู้ใช้คุ้นเคยได้แก่ MS-Windows ซึ่งถือว่าผู้ใช้งานในระบบมีเพียงคนเดียวเช่นเดียวกับระบบปฏิบัติการ MS-DOS เพียงแต่ขยายขีดความสามารถในการทำงานของผู้ใช้ให้สูงขึ้นโดยอนุญาตให้ผู้ใช้สามารถทำงานได้หลายงานในเวลาเดียวกัน โดยไม่ต้องรอให้งานแต่ละงานที่เรียกใช้ทำงานเสร็จก่อนดังเช่นในกรณีของ MS-DOS โดยในระบบปฏิบัติการ MS-Windows ผู้ใช้สามารถเรียกใช้โปรแกรม 
MS- Word เพื่อพิมพ์เอกสารและในขณะที่กำลังพิมพ์เอกสารนั้นอยู่ หากมีความจำเป็นผู้ใช้สามารถเรียกใช้โปรแกรม MS-Excel เพื่อทำการคำนวณได้ โดยไม่ต้องปิดโปรแกรม MS-Word ก่อน ในทำนองเดียวกันผู้ใช้อาจเรียกใช้งานโปรแกรมอื่นๆได้อีกหลายชนิด แต่อย่างไรก็ดีในขณะใดขณะหนึ่งจะมีงานเพียงงานเดียวที่สามารถโต้ตอบกับผู้ใช้ได้โดยตรง กล่าวคือผู้ใช้สามารถป้อนข้อมูลและสั่งการได้ งานนี้เรียกว่างานแบบ foreground ส่วนงานที่เหลือจะทำงานในแบบที่เรียกว่า background หรือทำงานในฉากหลัง ผู้ใช้สามารถสลับงานที่ทำงานแบบ foreground และ background ได้ตามที่ต้องการ  การทำงานได้หลายงานเช่นนี้ช่วยทำให้การใช้งานเครื่องคอมพิวเตอร์มีประสิทธิภาพมากขึ้นและสอดคล้องกับสภาพการทำงานโดยทั่วไปของผู้ใช้ ระบบปฏิบัติการเช่นนี้จึงได้รับความนิยมแพร่หลายโดยเฉพาะในเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล

ระบบปฏิบัติการชนิด Multitask/Multiuser
      ระบบปฏิบัติการในกลุ่มนี้เป็นระบบปฏิบัติการที่มีความซับซ้อนมาก เนื่องจากระบบถือว่าผู้ใช้งานในระบบมีได้หลายคน ดังนั้นระบบจึงต้องมีกลไกในการป้องกันไม่ให้ผู้ใช้แต่ละคนทำงานก้าวก่ายซึ่งกันและกัน เช่น ผู้ใช้คนหนึ่งหนึ่งไม่สามารถใช้งานแฟ้มหรือลบแฟ้มของผู้ใช้อีกคนหนึ่งได้หากไม่ได้รับอนุญาต นอกจากนี้แล้วผู้ใช้แต่ละคนยังสามารถทำงานได้หลายงานในลักษณะเช่นเดียวกับระบบปฏิบัติการแบบ Multitask/Single user ดังได้กล่าวมาแล้ว ตัวอย่างของระบบปฏิบัติการในกลุ่มนี้ได้แก่ระบบปฏิบัติการ Unix และ MS-Windows NT เป็นต้น

      เนื่องจากระบบปฏิบัติการในกลุ่มนี้ถือว่าผู้ใช้มีหลายคน ดังนั้นก่อนที่ผู้ใช้คนใดจะเข้าใช้งานระบบได้ ผู้ใช้นั้นจะต้องแสดงตนต่อระบบก่อน โดยการป้อนชื่อผู้ใช้และรหัสผ่านที่มีการกำหนดไว้ในระบบแล้ว เพื่อระบบจะได้ทำการจัดสิ่งแวดล้อมและกำหนดสิทธิในการใช้ได้อย่างถูกต้องตามที่ผู้ใช้นั้นได้รับอนุญาตไว้ นอกจากนี้แล้วการที่ผู้ใช้แต่ละคนสามารถทำงานได้หลายงานพร้อมกัน ทำให้ระบบปฏิบัติการในกลุ่มนี้ต้องมีกลไกในการควบคุมและจัดการงานของผู้ใช้แต่ละคนอย่างเหมาะสม

      เนื่องจากระบบปฏิบัติการในกลุ่มนี้เป็นระบบที่มีการทำงานซับซ้อน ดังนั้นเพื่อให้ระบบสามารถทำงานได้โดยราบรื่นจึงจำเป็นต้องมีผู้ดูแลระบบ (System Administrator) เพื่อทำหน้าที่ในการสร้างผู้ใช้ ดูแลและบริหารจัดการระบบ ปรับแต่งระบบให้มีประสิทธิภาพการทำงานสูง ตลอดจนให้การช่วยเหลือผู้ใช้งานในระบบเมื่อมีปัญหาหรือข้อขัดข้องต่างๆ ในการทำงาน

      ผู้ที่เคยเห็นเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใช้ระบบปฏิบัติการในกลุ่มนี้ เช่น เครื่องที่ใช้ MS-Windows NT หรือ Unix เป็นระบบปฏิบัติการ คงเกิดความสงสัยว่าเครื่องเหล่านี้แต่ละเครื่องมีแป้นพิมพ์และจอภาพ (Console) เพียงชุดเดียว ผู้ใช้หลายคนจะสามารถใช้งานเครื่องได้พร้อมกันอย่างไร คำตอบในเรื่องนี้อยู่ที่ผู้ใช้สามารถทำการเข้าใช้เครื่องผ่านระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ซึ่งเรียกว่า Remote Access ได้ ซึ่งการที่จะเข้าใจการทำงานของระบบได้ชัดเจนจำเป็นต้องทราบพื้นฐานของระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์เสียก่อน เนื่องจากต้องใช้ความรู้ทั้งสองนี้ประกอบกัน

      เครือข่ายคอมพิวเตอร์หมายถึงการนำเครื่องคอมพิวเตอร์ตั้งแต่สองเครื่องขึ้นไปมาเชื่อมต่อเข้าด้วยกัน เพื่อให้เครื่องคอมพิวเตอร์เหล่านี้สามารถติดต่อแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารซึ่งกันและกันได้ โดยทั่วไปในระบบเครือข่ายจะมีเครื่องคอมพิวเตอร์อย่างน้อยเครื่องหนึ่งทำหน้าที่เป็นเครื่องแม่ข่าย (host หรือที่นิยมเรียกกันในวงการค้าว่า server) เครื่องแม่ข่ายนี้ใช้ระบบปฏิบัติการแบบ Multitask/Multiuser และทำหน้าที่เป็นเครื่องที่ให้บริการที่จำเป็นสำหรับเครื่องคอมพิวเตอร์อื่นๆที่อยู่ในเครือข่าย สำหรับเครื่องคอมพิวเตอร์อื่นในเครือข่ายอาจใช้ระบบปฏิบัติการใดๆก็ได้ ตัวอย่างเช่น ระบบเครือข่ายท้องถิ่น (Local Area Network - LAN) เครือข่ายหนึ่งประกอบด้วยเครื่องแม่ข่ายซึ่งเป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลที่ใช้ระบบปฏิบัติการ Unix  ซึ่งเป็นระบบปฏิบัติการชนิด Multitask/Multiuser จำนวน 1 เครื่อง และเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล ที่ใช้ะบบปฏิบัติการ MS-Windows จำนวน 10 เครื่อง โดยทั่วไปผู้ใช้สามารถทำงานต่างๆโดยใช้โปรแกรมประยุกต์ที่มีอยู่ในระบบปฏิบัติการ MS-Windows เช่น MS-Word, MS-Excel และโปรแกรมประยุกต์อื่นๆที่มีในระบบ เมื่อผู้ใช้ต้องการทำงานในเครื่องแม่ข่ายที่ใช้ระบบปฏิบัติการ Unix ผู้ใช้สามารถทำได้โดยการเรียกใช้โปรแกรมจำลองหน้าจอ (virtual terminal) เช่น Telnet หรือ Tera Term ซึ่งเป็นโปรแกรมประยุกต์ในระบบปฏิบัติการ MS-Windows เพื่อสร้างหน้าจอจำลองสำหรับปฏิบัติงานในเครื่องแม่ข่าย ด้วยเหตุนี้ผู้ใช้ทุกคนในระบบจึงสามารถใช้งานเครื่องแม่ข่ายได้พร้อมกัน โดยระบบปฏิบัติการ Unix ในเครื่องแม่ข่ายจะทำการจัดสรรทรัพยากรให้แก่ผู้ใช้ตามความจำเป็นและทำหน้าที่รักษาความปลอดภัยของข้อมูลสำหรับผู้ใช้แต่ละคนด้วย

สรุปคือ
ระบบปฏิบัติการ Windows XP  เป็นแบบ Multitask/Single user  โดยการใช้ MS- windows ที่ขยายขีดความสามารถในการทำงานของผู้ใช้ให้สูงขึ้นโดยอนุญาตให้ผู้ใช้สามารถทำงานได้หลายงานในเวลาเดียวกัน โดยไม่ต้องรอให้งานแต่ละงานที่เรียกใช้ทำงานเสร็จก่อน

ข้อดีของ Windows XP
- มีการตกแต่งให้อินเทอร์เฟซสวยงาม ดูแปลกตา และน่าใช้มากยิ่งขึ้น
- เป็นระบบที่มีความมั่นคงและเสถียรภาพมากกว่า Windows Me และ 98
- มีออปชั่นมากมายให้เลือกใช้สำหรับสื่อดิจิตอล เช่น Mp3, กล้องดิจิตอล และเครื่องเล่นวีดีโอแบบ Streaming
- ทำงานร่วมกับซอฟท์แวร์ส่วนใหญ่ได้
- จัดสรรเครื่องมือล็อกอินที่รองรับการใช้งานได้หลายคน ซึ่งเหมาะสำหรับครอบครัวที่มีคอมพิวเตอร์เครื่องเดียว แต่มีสมาชิกหลายคน
- ไฟล์ภายในเครื่องสามารถทำงานร่วมกับเว็บได้อย่างดี
- สนับสนุนฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ได้มากกว่า Windows 2000
- เพิ่ม Firewall เข้าไปเพื่อป้องกันผู้ใช้โดยอัตโนมัติ ขณะที่กำลังท่องอินเทอร์เน็ต
ข้อเสียของ Windows XP
- ต้องใช้เวลาในการทำความเข้าใจกับอินเทอร์เฟซใหม่ๆ
- ต้องการเครื่องคอมพิวเตอร์ที่มีสเปค ค่อนข้างสูง คือ RAM ขนาด128 MB, ฮาร์ดดิสก์ 2GB เป็นต้น
- เวอร์ชั่น Beta2 นี้ยังไม่สมบูรณ์ดี



ศูนย์รวมความรู้เพื่อการแบ่งปัน
น้องเบียร์ Computer Bussiness
E-mail  : Beer_nuttee@hotmail.com